วันเสาร์, 23 พฤษภาคม 2569
/home2/cp449816/public_html/khaothai.info/wp-content/themes/smartvariety_1.0.7/template-parts/search-form-xs.php on line 7
" placeholder="ค้นหา">

จำลองเหตุวิกฤต!! กระสุนปืนใหญ่ตกตัดขาดถนนสุขุมวิท บีบอพยพ 22,000 ชีวิตทางทะเล ขณะชาวบ้าน ยังกังวลสถานการณ์ชายแดน พร้อมหนีภัยตลอดเวลา แต่ชื่นชมการซ้อมแผนช่วยให้ตื่นตัว

จ.ตราด/เวลา 10.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ เดินทางไปยังท่าเทียบเรือ ส.กฤตวัน ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ติดตามการซ้อมแผนฝึกภาคสนามอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่วิกฤตทางทะเล ประจำปี 2569 โดยมีนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ให้การต้อนรับ ซึ่งการซ้อมแผนในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างอำเภอคลองใหญ่ นำโดย นางสาวกัลยา ประสิทธิ์ภาคย์ นายอำเภอคลองใหญ่ และกรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กองทัพเรือ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข และภาคประชาชน โดยมีการจัดตั้งกองอำนวยการร่วมและศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและสั่งการตลอดกระบวนการฝึก

โดยการซ้อมแผนในครั้งนี้ได้จำลองสถานการณ์ข้าศึกยิงกระสุนปืนใหญ่ตกในถนนสายสุขุมวิท ขาดเสียหาย ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่สามารถเข้าออกตัวอำเภอคลองใหญ่เพียงเส้นทางเดียว ทำให้ประชาชน 22,000 คน ในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่โดยทางถนนได้ ทำให้ต้องอพยพทางทะเลเท่านั้น

กระบวนการอพยพเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่เวลา 09.00 น. หลังจากการเคลื่อนกำลังพลและยานพาหนะทั้งทางบกและทางทะเลเข้าประจำจุด โดยมีกระบวนการปฏิบัติการตามแผนอพยพที่เป็นไฮไลต์สำคัญ เคลื่อนย้ายผู้อพยพซึ่งประกอบด้วย นักเรียนจากโรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคมและโรงเรียนบ้านคลองมะขาม โรงเรียนละ 50 คน รวมถึงกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ มุ่งหน้าเข้าสู่จุดรวมพล ซึ่งรองรับผู้อพยพชุดแรกจำนวน 60 คน

เมื่อถึงจุดอพยพแล้ว จะเริ่มคัดกรองผู้อพยพ ณ จุดคัดกรอง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่จากเทศบาล/อบต. คอยตรวจเช็กสภาพร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอคลองใหญ่ ประจำการเพื่อตรวจคัดกรองบุคคลต่างด้าว

ในส่วนกระบวนการที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดคือ การเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง 20 คน โดยมีการจำลองสถานการณ์ให้มีผู้ป่วยติดเตียงจัดเตรียมไว้บนรถกู้ภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนรถยนต์ฉุกเฉินและรถกู้ชีพจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลคลองใหญ่, เทศบาลตำบลหาดเล็ก, เทศบาลตำบลคลองใหญ่, อบต.คลองใหญ่, อบต.ไม้รูด และกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือ ร่วมกันลำเลียงผู้ป่วยจำลองพร้อมทีมขนย้ายอย่างปลอดภัยตามหลักการแพทย์

เมื่อผ่านกระบวนการคัดกรองและปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผู้อพยพจำนวน 80 คน จะถูกลำเลียงเข้าสู่จุดพักคอย เพื่อเตรียมความพร้อมในขั้นตอนสุดท้าย คือ การอพยพทางน้ำ โดยเทศบาลตำบลหาดเล็กได้จัดเตรียมเรือจำนวน 2 ลำ ร่วมกับยานพาหนะทางทะเลของกองทัพเรือ ในการลำเลียงผู้อพยพออกจากพื้นที่วิกฤตทางทะเลไปยังอำเภอแหลมงอบที่ห่างจากพื้นที่วิกฤต 80 กิโลเมตร อย่างเป็นระบบและปลอดภัย

นางเพ็ญนภา เกตุกัลยา ชาวบ้านตำบลหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ยอมรับว่า ยังคงมีความกังวลว่าอาจเกิดสงครามขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากมองว่าทางฝั่งกัมพูชายังคงมีพฤติกรรมลุกล้ำเข้ามาทางฝั่งไทยอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุด ตนเองเตรียมเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็นใส่กระเป๋าเดินทางเอาไว้ในบ้านตลอดเวลาพร้อมอพยพหลบภัยได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุปะทะขึ้น ส่วนการซ้อมแผนในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี ทุกคนจะได้ตื่นตัว และรู้ขั้นตอนการอพยพ

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤต พร้อมให้ความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนตะวันออก ยืนยันกองทัพเรือมีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในการรักษาความมั่นคงและการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ผบ.ทร. กล่าวว่า การฝึกอพยพประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤตเป็นหนึ่งในแผนการฝึกประจำปีของกองทัพเรืออยู่แล้ว โดยในแต่ละปีจะมีการปรับเปลี่ยนสถานการณ์สมมติไปตามความเหมาะสม สำหรับปีนี้ได้เลือกพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นพื้นที่ฝึกซ้อม การฝึกครั้งนี้เป็นการนำแผนระดับกองทัพเรือมารวมเข้ากับแผนอพยพของอำเภอและจังหวัดตราด เพื่อเชื่อมต่อการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ทราบว่าเมื่อเกิดเหตุวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติหรือภาวะสงคราม แต่ละภาคส่วนทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนในพื้นที่ จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ซึ่งช่วยให้หน่วยงานความมั่นคงสามารถสนับสนุนและปฏิบัติงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณจังหวัดตราดและอำเภอคลองใหญ่ที่ให้ความร่วมมือและมีความพร้อมเป็นอย่างดี

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลังพลของฝ่ายตรงข้ามตามแนวชายแดนจังหวัดตราดและจันทบุรีนั้น ผบ.ทร. ระบุว่า กองทัพเรือได้รับทราบข้อมูลและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่ากองทัพเรือมีความพร้อมใน 2 ด้านหลัก คือ การรักษาแนวตรวจการณ์ ยังคงวางกำลังและรักษาแนวตรวจการณ์ในพื้นที่อย่างเข้มงวด และการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ มีการฝึกซ้อมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการใช้อาวุธและการเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือและอพยพประชาชน

ส่วนการเปิดด่านนั้น พล.ร.อ.ไพโรจน์ ได้ปฏิเสธและยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด ภาพการเปิดประตูเล็กที่อาจเห็นในบางครั้ง เป็นเพียงการดำเนินการทางมนุษยธรรมและการผลักดันบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายกลับประเทศเท่านั้น โดยเป็นขั้นตอนหลังจากที่ผู้กระทำผิดชาวไทยดำเนินคดีในฝั่งกัมพูชาเสร็จสิ้น หรือผู้กระทำผิดชาวกัมพูชาผ่านกระบวนการยุติธรรมในฝั่งไทยเสร็จสิ้นแล้ว จึงจะมีการส่งตัวกลับผ่านช่องทางดังกล่าว

ส่วนความคืบหน้าโครงการสร้างรั้วชายแดนในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี แม้จะอยู่ในเขตรับผิดชอบของกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด แต่หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการก่อสร้าง คือ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกองทัพเรือได้เข้าไปให้การสนับสนุนในด้านการประสานงานกับประชาชนในพื้นที่ และการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสร้างรั้ว

ในช่วงท้าย ผบ.ทร. ได้กล่าวให้กำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด โดยชื่นชมว่าเป็นประชาชนที่น่ารักและให้ความร่วมมือกับทางราชการเป็นอย่างดีเสมอมา พร้อมส่งความห่วงใยไปยังกำลังพลทหารเรือทุกระดับชั้น โดยเน้นย้ำว่าผู้บังคับบัญชาไม่เคยละเลย และตนพร้อมที่จะลงพื้นที่ไปพูดคุยเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับน้อง ๆ ทหาร ด้วยตัวเองในทุกโอกาส

…จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์/ตราด